ลองคิดทบทวนดูว่า ถ้าเกิดว่าช่องทางหลัก ที่คุณ เลือกใช้ในการขนส่งสินค้า ถูกปิดตายลงอย่างกะทันหัน ระบบการทำงานและผลกำไร ของคุณ จะได้รับความเสียหายมากขนาดไหน นี่คือ ภาพจำลองของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ในระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับนานาชาติ และมัน พร้อมที่จะพลิกโฉมหน้า ของเกมการค้าระหว่างประเทศ อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
รัฐมหาอำนาจด้านพลังงานอย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือที่เรา คุ้นเคยกันดีในนามของ UAE กำลังเร่งเดินหน้าโครงการ สร้างระบบท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ที่ มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง เส้นทางการค้าพลังงานในแถบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายหลักคือ "หนีให้พ้นจาก" วิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกลายเป็นจุดเปราะบางอย่างยิ่งของโลก หลังจากที่ ประเทศอิหร่านได้ประกาศมาตรการ ควบคุมการสัญจรผ่านน่านน้ำดังกล่าว เพื่อ ตอบโต้และแสดงจุดยืนต่อ กองกำลังผสมของทางสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เริ่มเปิดฉากปฏิบัติการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับสากลนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องไกลตัวหรือข่าวนโยบายระหว่างประเทศ ที่คนทั่วไปสามารถละเลยได้ แต่มันคือ บทเรียนการบริหารจัดการชั้นยอด ที่ ผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในสายอาชีพ ต้องนำมาประยุกต์ใช้เพื่อความอยู่รอด เนื่องจาก ปรัชญาและหลักการบริหารที่อยู่เบื้องหลัง คือ แก่นแท้ของการบริหารจัดการความเสี่ยง ให้รอดพ้นจากอุปสรรคและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การลดความเสี่ยงด้วยการไม่พึ่งพาเส้นทางเดียว บทเรียนล้ำค่าจากระดับชาติ
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ น่านน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ คือเส้นเลือดใหญ่ของการลำเลียงน้ำมันดิบ ซึ่งใน สถานการณ์การค้าในเกณฑ์ปกติ ปริมาณน้ำมันดิบเกือบหนึ่งในห้าของโลก ล้วนต้องพึ่งพาเส้นทางเดินเรือสายนี้ ในการกระจายสินค้าไปยังตลาดสากล แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการปิดกั้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกขยับตัวสูงขึ้น สร้างความยากลำบากให้กับอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ ต้องเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตต้นทุน และ ทำให้ระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกหยุดชะงักลง
หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ยูเออี มองเห็นสัญญาณเตือนภัยและภัยคุกคามนี้มานานแล้ว นั่นจึงเป็น ที่มาของการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ในการ พัฒนาเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบฮับชาน-ฟูไจราห์ มาตั้งแต่ปี 2012 โดยระบบท่อส่งนี้มีความสามารถในการ ขนถ่ายน้ำมันได้สูงถึง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตรงไปยังจุดกระจายสินค้าโดยไม่ต้องผ่าน น่านน้ำที่มีความขัดแย้งทางทหาร และในปัจจุบันพวกเขากำลังวางแผนขยายขีดความสามารถ ให้มีความพร้อมและรองรับปริมาณได้มากขึ้นเป็นทวีคูณ เพื่อยกระดับสถานีขนส่งฟูไจราห์ให้ จัดการกับปริมาณพลังงานได้ระหว่าง 3 ถึง 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานเต็มระบบในอนาคตอันใกล้
เมื่อเรานำกรณีศึกษาระดับประเทศนี้มาเปรียบเทียบกับภาคธุรกิจ การที่เรายึดติดอยู่กับช่องทางสร้างรายเดิมๆ มีลักษณะคล้ายกับการฝากความหวังไว้กับคู่ค้ารายหลัก ซึ่งเป็นผู้สร้างผลกำไรหลักเกือบทั้งหมดให้กับองค์กร ในสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตและทุกอย่างราบรื่นสิ่งนี้ย่อมดูสวยงาม ในขีดจำกัดที่คุณยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทว่าในวันที่พันธมิตรรายนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือประสบวิกฤต องค์กรของคุณย่อมหลีกเลี่ยงความล้มเหลวได้ยาก ดังคำกล่าวที่ว่า "การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางเลือกเสริม" หากแต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความยั่งยืน
ผู้นำสั่งเร่งเครื่องแบบเต็มกำลัง บทเรียนเรื่องความรวดเร็วในการตัดสินใจ
ประเด็นสำคัญอีกหนึ่งประการที่น่าสนใจ คือประสิทธิภาพของความเร็วในการขับเคลื่อนโครงการ โดยทางด้านของเจ้าชายคาเล็ด บิน โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน ทรงใช้อำนาจบริหารสั่งการให้กลุ่มธุรกิจพลังงานของรัฐ อย่าง ADNOC ดำเนินการขยายแนวท่อส่งน้ำมันอย่างเต็มสูบโดยไม่มีข้ออ้าง ในการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารที่ผ่านมา
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ความว่องไวในการลงมือทำคือข้อได้เปรียบที่ทรงพลัง ทว่าผู้ประกอบการรายใหม่ส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับ ความกลัวและความลังเลจนสูญเสียโอกาสทองไป หลายคนเลือกที่จะรอให้ทุกปัจจัยเอื้ออำนวยอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กร ทว่าในสมรภูมิธุรกิจที่แท้จริงนั้น โอกาสที่ดีและผลตอบแทนที่คุ้มค่ามักจะเปิดรับ ในเวลาที่มีการคาดการณ์และข้อมูลรองรับในระดับหนึ่ง
เราจะเห็นว่าผู้บริหารระดับสูงของประเทศไม่ได้ เสียเวลานั่งรอให้ความตึงเครียดทางทหารสงบลง หากแต่เริ่มลงมือปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่ตอนนี้ เพราะพวกเขาทราบดีว่าการปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไม่ทำอะไร ก็ไม่ต่างอะไรจากการยอมรับความพ่ายแพ้ในอนาคตนั่นเอง
การก้าวออกจากกรอบเดิมเพื่อเป็นผู้เล่นอิสระ บทเรียนแห่งการปลดแอกธุรกิจ
ประเด็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ที่หลายฝ่าย แต่อาจจะยังไม่มีการวิเคราะห์ในมุมมองธุรกิจมากนัก check here คือนโยบายการประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการ จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือกลุ่ม OPEC หลังจากที่ได้ร่วมเดินทางและกำหนดทิศทางตลาดร่วมกันมาหลายทศวรรษ
การตัดสินใจก้าวเดินออกมาจากกลุ่มข้อตกลงดังกล่าว ช่วยให้พวกเขาสามารถปลดล็อกตัวเองออก จากมาตรการควบคุมปริมาณการผลิตสินค้า ที่เคยเป็นไปตามการชี้นำของชาติแกนนำมาโดยตลอด ทำให้ในปัจจุบันพวกเขามีอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ และกำหนดปริมาณการส่งออกได้ตามความต้องการของตนเอง โดยมีการวางเป้าหมายระยะยาวในการยกระดับ ให้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอนาคตอันใกล้
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการและคนทำงานยุคใหม่ การพึ่งพิงระบบเครือข่ายที่ดูเหมือนจะให้ความปลอดภัย หรือระบบโครงสร้างเดิมที่มองดูภายนอกว่ามีความมั่นคง ในอีกมุมหนึ่งสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นกำแพงที่ปิดกั้น และจำกัดขีดความสามารถในการเติบโตของคุณโดยไม่รู้ตัว หากคุณประเมินแล้วพบว่าข้อตกลงหรือโครงสร้างเดิม การตัดสินใจก้าวออกมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงภายนอก ย่อมเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ได้มากกว่า แม้ว่าในช่วงแรกคุณอาจจะต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน ทว่าผลลัพธ์ที่ได้คือเสรีภาพในการกำหนดอนาคต และขยายขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร้ขีดจำกัด
การร่วมมือกับยักษ์ใหญ่เอเชีย ถอดรหัสการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระดับสากล
นอกเหนือจากการเร่งพัฒนาโครงสร้างระบบท่อส่งพลังงาน ทางด้านของ UAE ยังได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก และยกระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างอินเดีย อย่างใกล้ชิดและจริงจังในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์จากการเจรจาระดับผู้นำประเทศ Of ผู้นำรัฐบาลอินเดีย นเรนทรา โมดี สองประเทศได้ร่วมมือกันลงนามในข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ ให้สิทธิ์แก่ UAE ในการจัดเก็บและสำรองน้ำมันดิบ เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 30 ล้านบาร์เรล ไว้ภายในพื้นที่คลังสำรองทางยุทธศาสตร์ใต้ดินของอินเดีย
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างพันธมิตร แบบที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win) ประโยชน์ที่ทางฝั่ง UAE จะได้รับโดยตรงคือ สถานที่ฝากน้ำมันที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นเลิศ และรอดพ้นจากภัยคุกคามทางทหารในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ขณะเดียวกันประโยชน์ที่ตกอยู่กับฝั่งอินเดีย ก็ได้รับหลักประกันและความมั่นคงทางพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม และมีกลไกสำคัญในการปกป้องระบบเศรษฐกิจของตน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
สิ่งสำคัญที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องนำมาถอดรหัสความคิด คือการมองหาและสร้างพันธมิตรที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบหรือเน้นผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเสาะแสวงหาผู้เล่นที่มีปัญหาที่สอดคล้องกับศักยภาพของคุณ และในขณะเดียวกัน ตัวคุณเองก็มีศักยภาพที่จะช่วย และเขาก็สามารถตอบสนองและแก้ปัญหาของคุณได้ด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์และระบบเครือข่ายทางธุรกิจที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเกิดขึ้นบนรากฐานที่ทุกฝ่ายได้รับคุณค่า โดยไม่มีผู้ใดต้องตกเป็นเบี้ยล่างในเกมการค้านั้นๆ
โฟกัสตลาดเกิดใหม่ที่มีอนาคต บทเรียนการเลือกสนามรบอย่างชาญฉลาด
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือวิสัยทัศน์ การที่ทางยูเออีเล็งเห็นความสำคัญและปักหมุด ของตนเองให้เป็นผู้จัดหาพลังงานที่มีความยืดหยุ่น ที่สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในฝั่งเอเชีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสถิติความต้องการใช้พลังงานจากตะวันออกกลาง และนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูงมากในแต่ละปี ในขณะที่กลุ่มประเทศในโลกตะวันตกและยุโรป เริ่มมีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนผ่านนโยบาย ไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมากขึ้น ทว่าสำหรับภูมิภาคเอเชียแล้ว พลังงานฟอสซิลและน้ำมัน จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปอีกหลายทศวรรษ
การปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าหากลุ่มผู้บริโภคชาวเอเชีย ควบคู่ไปกับการผูกมิตรและลงนามข้อตกลงกับทางการอินเดีย จึงนับเป็นการวางหมากและเดิมพันที่เฉียบคมและชาญฉลาด เนื่องจากแทนที่พวกเขาจะเอาทรัพยากรไปทุ่มเทแข่งขัน ในน่านน้ำเดิมที่กำลังมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ พวกเขากลับเลือกที่จะเข้าไปเป็นเจ้าตลาดและสร้างรากฐาน ในตลาดที่มีอัตราการขยายตัวและมีความต้องการซื้ออย่างมหาศาล
สรุปแนวคิดและบทเรียนสำคัญที่คนรุ่นใหม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
เมื่อเราได้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกลยุทธ์ของ UAE กับการเร่งโครงการท่อส่งพลังงานเพื่อแก้ปัญหาน่านน้ำปิด เราสามารถสรุปหัวใจสำคัญและบทเรียนล้ำค่า ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่และคนทำงานยุคปัจจุบัน สมควรนำไปปรับใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กร:
เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ คำถามที่อยากฝากให้คิดคือ ในโครงสร้างการทำงานหรือโมเดลธุรกิจปัจจุบันของคุณ มีจุดเปราะบางหรือมี "ช่องแคบฮอร์มุซ" ของตัวเอง ที่คุณมองข้ามและยังไม่ได้เตรียมแผนรองรับอยู่หรือเปล? ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเริ่มลงมือสร้างระบบสำรอง เพื่อเป็นทางออกและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเองแล้วหรือยัง?